เมื่อน้ำท่วมรถไปแล้วทำไงได้บ้าง?

easy-steps-to-handle-when-your-car-flood

 

อ่านเร็วๆ

  • ก่อนน้ำท่วม (หรือน้ำหลากก็ตาม) ควรถอดขั้วแบตเตอรรี่ออกเพื่อป้องกันระบบไฟ้ฟ้าลัดวงจร
  • ถ้ารถโดนน้ำท่วมไม่ว่าจะมิดคันหรือครึ่งคันก็ตาม เมื่อน้ำลดลงแล้วอย่าเพิ่งสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด เพื่อป้องกันระไฟฟ้าในรถช๊อต
  • จัดการน้ำภายในห้องโดยสารโดยการซักพรมและเบาะเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์และเชื้อรา
  • ลากจูงรถออกมา แล้วให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คสภาพทั้งคันดีที่สุด

 

easy-steps-to-handle-when-your-car-flood

 

ขั้นตอนเบื้องต้นเมื่อน้ำท่วมรถ
 

1.โทรแจ้งประกันรถยนต์
โทรแจ้งประกัน รอเจ้าหน้าที่ประกันมาประเมิณความเสียหาย เมื่อรถโดนน้ำท่วมแล้ว เราต้องรีบเช็คเลยว่ารถเรามีประกันไหม แล้วใช้ประกันชั้นไหน เพราะแต่ละชั้นก็มีความคุ้มครองไม่เหมือนกัน ประกันรถยต์ของเราคุ้มครองอุบัติเหตุจาภัยธรรมชาติไหม เมื่อรู้แล้วว่ามีก็รีบโทรแจ้งประกันก่อนครับ ถ้าไม่มีก็ตั้งสติ แล้วค่อยๆ ทำดังนี้
 

2.อย่าเพิ่งต่อขั้วแบตเตอรี่รถยนต์กลับคืน

เพราะน้ำที่ค้างอยู่ในรถจะส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์ลัดวงจรทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิมได้ ก่อนที่น้ำจะท่วมรถถ้าเป็นไปได้อยากให้ถอดสายแบตเตอรี่รถยนต์ออกให้หมด ยกแบตเตอรี่หนีน้ำได้ยิ่งดีเพื่อป้องกันน้ำที่ท่วมทำให้ประจุไฟในเบตเตอรี่รั่วออกจนหมด แล้วถ้าเราต้องการเคลื่อนย้ายรถก็ให้ใช้รถลากจูงออกมานะครับ โดยปกติแล้วทุกกรรมธรรมประกันรถยนต์สามารถใช้บริการรถลากจูงได้ 1 ครั้งโดยไม่มีค่าบริการครับ ติดต่อบริษัทประกันที่เพื่อนๆ ใช้บริการดูนะครับ

 

3.เคลื่อนย้ายรถยนต์ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

ย้ายรถออกมาตากแดดเพื่อให้น้ำระเหยออกไปบ้างจากตัวรถแต่ไม่ช่วยมากนักนะครับ หลังจากนั้นตรวจสอบระดับน้ำที่ท่วมก่อนเลยครับว่าท่วมมากขนาดไหน ถ้าท่วมมิดคันขอแนะนำตรงๆ ว่าเรียกประกันรถมารับรถไปซ่อมเถอะครับ โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นระบบไฟฟ้าซะส่วนมาก เพราะสิ่งที่ต้องตรวจสอบนั้นมีทั้ง ระบบเกียร์ เพลา สตาร์ทเตอร์ และมอเตอร์ไฟฟ้าต่างๆ
 

easy-steps-to-handle-when-your-car-flood

 
4.ล้างรถให้สะอาด
รวมถึงการฉีดน้ำเข้าไปในบริเวณใต้ท้องรถและซุ้มล้อ เพื่อล้างเศษดินทรายที่ตกค้างหรือติดอยู่ออกให้หมด ซึ่งอาจมีเศษขยะหรือหญ้าแห้งติดอยู่ ที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย
 

5.จัดการห้องโดยสารให้แห้ง

เปิดประตูออกทุกบาน ให้ลมโกรก หรือถ้ามีแดดให้จอดตากแดด จากนั้นถอดเบาะนั่ง พรม ผ้าต่างๆ ที่อยู่ภายในรถออกมาซักทันที เพราะถ้าทิ้งเอาไว้นาน ความเหม็นอับจะมาเยือน และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ นอกจากเรื่องของเครื่องยนต์แล้ว พรมปูพื้น และเบาะต่างๆ ที่ตกแต่งภายในห้องโดยสารควรดูแลให้แห้งถ้าเป็นไปได้เพื่อเรื่องของกลิ่นและเชื้อราภายในรถครับ ถ้าระดับน้้ำแค่ปริ่มๆ เรายังสามารถเอาพรมมาตากแห้ง เอารถตากแดดจัดๆ เพื่อให้เบาะพอหายชื้นไปได้บ้าง แต่ถ้าน้ำท่วมมิดคันก็เปิดประตูเทน้ำออกซะหน่อยแล้วไปศูนย์ให้บริการดีกว่าครับงานใหญ่เลยครับ
 

เพื่อแบ่งเบาปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย อยากแนะนำให้เลือกประกันรถที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ เช่น จากน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุลูกเห็บเผื่อไว้

 

6.เป่าลมไล่น้ำตามรถ
ปลดทุกอย่างที่เป็นขั้วไฟฟ้าแล้วใช้ที่เป่าลม หรือ หรือไดรย์เป่าผม เป่าทุกซอกทุกมุมในรถ ตรวจดูปลั๊กไฟใช้ลมเป่าทำความสะอาดทั้งหมด หรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้นฉีดทิ้งไว้
 

7.นำรถไปตรวจสภาพ
สุดท้ายแล้ว เมื่อเรานำรถมาตากแห้ง อย่าลืมเปิดประตูและหน้าต่างให้ลมโกรกนะครับ เมื่อน้ำลง แล้วรถแห้งแล้ว frank แนะนำให้นำรถไปตรวจสภาพครับ ให้ช่างด้วยเช็คด้วยดูอีกทีหนึ่งว่า รถเราเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
 

ทั้งหมดที่ frank เล่าให้ฟังเป็นขั้นตอนเบื้องต้นเท่าที่เราใช้รับมือหลังน้ำท่วมรถนะครับ ส่วนการซ่อมคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ช่วยดูแลให้ เรื่องของค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมนั้นเริ่มตั้งแต่ 5,000 บาทไปถึงเกือบแสนขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่เจอ รุ่นของรถยนต์ และการเตรียมความพร้อมก่อนน้ำท่วมด้วยนะครับ
 

แต่ถ้ารถใครมีประกันรถยนต์ไว้ frank บอกเลยนะครับว่าสามารถแบ่งเบาภาระทางการเงินของเราได้เยอะเลยนะครับ frank ขออธิบายความคุ้มครองคร่าวๆ ก่อนนะครับ ส่วนรายละเอียดการเคลมประกันจากน้ำท่วมสามารถอ่านได้ในนี้เลยครับ
 

ความคุ้มครองของประกันรถยนต์กับน้ำท่วม
ความคุ้มครองประกันแบ่งความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นสองแบบคือ การสูญเสียโดยสิ้นเชิง กับ ความเสียหายบางส่วน
1.การสูญเสียโดยสิ้นเชิง
คือกรณี น้ำท่วมมิดคัน หรือ ท่วมเกินช่วยคอนโซลหน้า ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งห้องโดยสาร บริษัทประกันประเมิณว่า ไม่คุ้มที่จะซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม บริษัทประกันยินดีที่จะจ่ายเงิน 70-80% ของทุนประกันเพื่อเป็นการขอซื้อซากรถ

2.ความเสียหายบางส่วน
ถ้ารถคันนั้นไม่เสียหายมากนัก สามารถซ่อมกลับมาใช้ได้ ประกันภัยก็จะตีเป็นลักษณะความเสียหายบางส่วน บริษัทประกันจะรับผิดชอบซ่อมแซมรถให้กลับมาใช้งานได้ปกติ โดยที่ประกันภัยนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
 

เพื่อแบ่งเบาปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย อยากแนะนำให้เลือกประกันรถที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ เช่น จากน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุลูกเห็บเผื่อไว้นะครับ เราไม่มีทางรู้เลยจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนนาคต กันไว้ย่อมดีกว่ามาตามแก้ไขกันทีหลังนะครับ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภัยธรรมชาติกับการเคลมประกันรถยนต์ได้ที่นีนะครับ

 

เป็นกำลังใจให้นะครับ

 
รูปภาพจาก: vigothailand.com, thaiwater.net, paipibat.com

Content Writer ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญการทำเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องประกัน การเงิน การลงทุน ชอบของล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องเที่ยวไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร และยินดีเป็นที่สุดที่ได้แบ่งปันเรื่องที่มีประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพราะการแบ่งปันทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ