ตรวจเช็กสภาพรถด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

เพราะรถยนต์เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจ พาเราไปทุกที่ไม่ว่าจะใกล้ไกลแค่ไหน !! 

อย่างที่ทราบดีว่า นอกจากเราจะต้องทำประกันรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว อย่าลืมหมั่นตรวจเช็กสภาพรถประจำปีและต้องตรวจเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมทั้งรถคันเก่งของคุณพ่อและคุณแม่ที่บางครั้งท่านอาจจะจอดทิ้งไว้ไม่ค่อยได้ขับขี่เท่าไหร่ อาจจะหลงลืมเช็กสภาพรถ เพื่อให้รถยนต์ของคุณหรือรถครอบครัวมีสมรรถภาพเป๊ะพร้อมขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง เราจะต้องหมั่นเช็กสภาพรถยนต์ห้ามละเลยเด็ดขาดครับ ถ้าคุณพร้อมแล้วเก็บข้อมูล How to ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งให้ขับฉิ่ว วิ่งฉลุย มาม๊ะ เราเริ่มกันเลย ! 

1. เช็คสภาพตัวถัง

ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

ถึงเราจะไม่ใช่ช่างผู้เชี่ยวชาญก็ดูแลรถยนต์เช็คสภาพรถได้ แนะนำให้เดินดูรอบคันเลยครับ เน้นใช้สกิลสังเกต ราวกับเล่นเกมจับผิดภาพหรือเกมส์ Photo Hunt ยังไงอย่างนั้น ควรสวมวิญญาณนักสืบเลยครับ!

  • เริ่มตั้งแต่ด้านหน้ารถยนต์ ไฟหน้า (ไฟต่ำ/ไฟสูง) ไฟเลี้ยว เปิดปิดไฟหรี่รถ ไล่ไปถึงด้านหลังรถ เช็กให้หมดอย่าปล่อยไว้
  • เช็กกระจกว่ามีรอยร้าว หรือมีอะไรผิดปกติหรือไม่  
  • สังเกตอะไหล่ด้านนอก กระจกมองข้าง กันชน ประตูรถ ที่ปัดน้ำฝนสิ่งสำคัญที่ถูกมองข้ามว่ายังใช้งานได้ไหมรีดน้ำจากกระจกรถยนต์ได้อยู่หรือไม่ (ตรงนี้สำคัญมาก)  
  • พร้อมกับเช็กเสียงแตรรถว่ายังดังหรือเปล่า เนื่องจากต้องใช้เสียงแตรช่วยในการขับขี่บนท้องถนนเมื่อเจอเหตุจำเป็น เช่น รถตัดหน้า หรืออื่น ๆ 

ตามด้วยการเช็กสภาพยางรถยนต์ด้วยการสังเกต เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่คาดฝันบนท้องถนน แฟรงค์เคยกล่าวไว้ว่าตรวจยางรถยนต์เหมือนไปหาหมอฟัน ใช่ครับ เราจะต้องหมั่นตรวจไม่ว่าจะเป็นรถที่ใช้งานบ่อย หรือไม่ค่อยได้ใช้งานก็ต้องตรวจสภาพยาง! วิธีการเช็คสภาพยางรถยนต์คร่าว ๆ ภายใต้ภารกิจเช็คให้ดีว่า “ยางยังดีอยู่ไหม ?” ยางรถแตก มีลายงา มีอะไรผิดแปลกจากเดิม ยางบวม ยางรถแข็งเกินไหม ดอกยางสึกหรือเปล่า และยางมีรอยปริหรือไม่ เช็กลมดันยางที่เหมาะสมกับรถยนต์เป็นประจำก่อนขับขี่

ตามด้วยการเช็กให้ดีว่า มีอะไรติดยางรถไหม สังเกตให้ดีครับ จะช่วยในเรื่องความปลอดภัยของเราในเวลาขับขี่ได้มากเลย 

อย่างไรก็ดี อย่าลืมสลับยางรถยนต์ทุก ๆ 10,000 – 15,000 กิโลเมตร เช็กอายุยางรถยนต์ใช้เป็นเวลานาน 3-5 ปี เราจะต้องนำรถเข้าศูนย์หรือร้านยางรถยนต์ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล หากเพิ่งซื้อรถมือสองมา หรือไม่ทราบว่าเปลี่ยนยางเมื่อไหร่ เราสามารถดูรายละเอียดยางรถยนต์ตัวเลขบนแก้มยางประเมินวันเวลาคร่าว ๆ ได้จ้ะ  

หลังจากเดินรอบ ๆ ตรวจเช็คสภาพรถด้วยตัวเองแล้ว หากเจอจุดไหนของตัวถังและด้านนอกของรถยนต์ที่ผิดปกติควรส่งซ่อมด่วน !!! อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ลองประกันรถยนต์ frank.co.th สิครับ

2. เช็กห้องเครื่องยนต์

ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

ไหนบอกว่าเป็นวิธีการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฉบับมือใหม่ ?! ทำไมถึงให้ตรวจห้องเครื่องด้วยละเนี๊ยะ ถึงคุณจะดูเครื่องยนต์ไม่เป็น ซ่อมไม่ได้ แต่อ่านเสร็จคุณจะเช็คสภาพห้องเครื่องรถยนต์ได้คร่าว ๆ ละเด้อ ขั้นตอนเช็กรถด้วยตัวเอง เริ่มจาก จอดรถในแนวระนาบ พื้นไม่เอียงอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ผ้าแห้ง กระดาษทิชชู่ที่ไม่เป็นขุย เศษผ้า ฯลฯ ห้ามตรวจสภาพตอนรถร้อนหรือเพิ่งจอดหมาด ๆ นะครับ อันตรายมาก

  • เริ่มจากง่าย ๆ เช็กสภาพโดยรวมด้วยตาเปล่า สังเกตดูว่าตัวเครื่องยนต์ฝุ่นเขรอะก็เช็ดทำความสะอาดให้ดี ไล่เช็กตามท่อว่ามีรอยรั่วไหม มีรอยหนูกัดสายไฟหรือเปล่า ตรงนี้ไม่ต่างจากการเช็กด้านนอกตัวถังเลยครับ 
  • เช็กน้ำมันเครื่อง ว่าระดับอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมไหม ด้วยการดึงก้านวัดระดับน้ำมัน (ดึงแล้วเช็ดให้สะอาดก่อนจะเสียบกลับเข้าที่เดิมอีกครั้ง พร้อมกับดึงขึ้นมาดูระดับน้ำมันที่ก้านว่า อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า MIN อยู่แบบไม่น้อยเกินไม่มากไประหว่าง F และ L จะดีที่สุด) ควรเช็ก 1-2 ครั้ง/สัปดาห์
  • ดูแลไส้กรองอากาศรถยนต์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเช็กสภาพบ่อย เน้นเช็กทุก ๆ ระยะ 20,000 กิโลเมตรก็ได้ครับ สังเกตว่าส่วนไส้กรองสะอาดไหม ไส้กรองอากาศขาดปริหรือเปล่า ถ้าสกปรกมากแนะนำเปลี่ยนครับ คุ้มกว่า เนื่องจากไส้กรองอากาศที่สกปรกอุดตัน ทำให้รถซดน้ำมันเยอะ เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น ฯลฯ

หากขับรถทางไกลบ่อย ๆ อย่าลืมเช็กสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของคุณและครอบครัว พร้อมกับหมั่นดูแลเครื่องยนต์ด้วย อ่านสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลเครื่องยนต์ได้ครับบทความดี ๆ มีให้คุณแล้ว

3. เช็คห้องโดยสารรถยนต์

ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

เมื่อตรวจสภาพตัวถังรถยนต์ด้านนอกทั้งเครื่องยนต์เสร็จแล้ว ตามด้วยการเช็กสภาพด้านในห้องโดยสาร เช็กไม่ยากครับ เช่น ดูกระจกมองหลัง กระจกมองข้างว่าสภาพพร้อมใช้งานไหม (มองจากมุมมองคนขับ) พวงมาลัยรถว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ ติดขัดตรงไหนหรือเปล่า บริเวณจุดพักเท้าคนขับมีอะไรเกะกะหรือไม่ เบรคยังใช้งานได้ดีไหม และหมั่นทำความสะอาดเบาะ พรมรถเสมอ ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเลี่ยงรับประทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่มในรถ เพราะจะทำให้สกปรก เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ครับ    

4. ทดลองขับขี่ระยะใกล้

ตรวจเช็กสภาพรถคันเก่งด้วยตัวเอง ให้ขับฉิ่ว-วิ่งฉลุย

หากขับรถทุกวันอยู่แล้ว แน่นอนว่าเราก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า รถยนต์คันเก่งของเรามีอะไรผิดปกติ ส่วนคนที่ไม่ค่อยได้ขับ เน้นจอดไว้ที่บ้าน ควรตรวจสอบด้วยการขับระยะใกล้ ๆ บ้าน และสังเกตว่า เบรกเป็นอย่างไร ? ศูนย์ถ่วงล้อตรงหรือไม่ สามารถเช็กได้ด้วยการขับบนพื้นระนาบ ปล่อยพวงมาลัยให้รถไหลไปข้างหน้า พร้อมกับสังเกตว่า รถตั้งลำตรงกับเส้นทางหรือไม่ หากเบี้ยวเกินแนะนำพาเข้าศูนย์หรือหาช่างครับ สำหรับรถเกียร์ออโต้ง่ายเลยครับ 

เป็นยังไงมั้งครับ พอเข้าใจวิธีการดูแลและตรวจเช็คสภาพรถแบบง่าย ๆ กันแล้วใช่ไหม และคงต้องย้ำว่า เรื่องราวที่ Frank เล่ามา เป็นเพียงเคล็ดลับดูแลรถยนต์ฉบับเบสิกพื้นฐานเท่านั้น เหมาะสำหรับคนมีรถคันแรก หรือเพิ่งเริ่มศึกษาเคล็ดลับการดูแลรถยนต์นะครับ และเพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยอุ่นใจมากยิ่งขึ้น อย่าลืมต่อ
พ.ร.บ. รถยนต์ พร้อมกับซื้อประกันรถยนต์ด้วยนะครับ 

ยิ่งตอนนี้เช็กเบี้ยประกันรถยนต์กับ frank.co.th ไม่ว่าจะเลือกชั้นไหนแฟรงค์ก็มีให้คุณ รู้ราคาทันทีภายใน 60 วินาที เพียงกรอกรายละเอียดรถยนต์ของคุณ เลือกแผนประกันที่ใช่ ตามด้วยรายละเอียดผู้ขับ และรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ รับเอกสารกรมธรรม์ ก็สามารถซื้อประกันรถได้ง่าย ๆ สะดวกขึ้นเยอะแยะเลยครับ  

เคล็ดลับประกันรถยนต์

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว ฐานะนักเขียน Butter Cutter พร้อมเรียบเรียงทุกเรื่องให้เข้าใจในไม่กี่นาที "I intend to write content easy-to-read within minutes." Nice to meet you. :)