เมื่อรถน้ำเข้าตอนฝนตกหนักทำอย่างไรดี?

when-your-car-flood-while-traffic-on-the-heavy-rain-how-to-solve-it

 

อ่านเร็วๆ

  • เอาพรมปูพื้นออกมาตากแดดให้แห้ง จอดรถตากแดดจัดๆ 1-2 วันโดยที่เปิดประตูและหน้าต่างรถค้างไว้เพื่อป้องกันเชื้อราและกลิ่นเหม็นอับในรถ
  • ถ้ารถยังไม่แห้งสนิทหรือยังมีกลิ่นเหม็นอยู่ ให้ไปร้านดูแลรถยนต์ (Car Care) เพื่อล้างพรม ล้างเบาะนั่งและอบให้แห้ง
  • รถน้ำเข้าหรือน้ำซึมที่พื้นรถเกิดได้จาก จุกยางระบายน้ำที่พื้นรถหลุด, ยางขอบประตูปิดไม่สนิท, พลาสติกซุ้มล้อแตกรั่วหรือท่อน้ำทิ้งแอร์รั่ว ทำให้เกิดน้ำซึมจากนอกรถเข้ามาในตัวรถได้ร์
  • สาเหตุที่ต้องมีจุกยางระบายน้ำใต้รถเก๋ง เพื่อเวลาน้ำท่วมสูงรถจะได้ไม่ลอยไปตามน้ำทำให้เรายังสามารถควบคุมรถได้เพราะล้อที่ยังติดอยู่ที่พื้น
  • น้ำเข้ารถประกันชั้น 1 และ 2+ คุ้มครองนะครับ

 

อื้อหืออออ… ฝนตกเช้านี้แถวออฟฟิศแอดมินก็เช่นเคยค่ะ #น้ำท่วม #น้ำรอระบาย แอดมินมองไปนึกว่าทะเลสาบ โดยบริเวณหน้าตลาดประชานิเวศน์ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวกการจราจร ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดก็กำลังเก็บขยะค่ะ

Nai-post ni Prachachat – ประชาชาติ noong Lunes, Mayo 29, 2017

 

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนของฤดูฝนที่มีฝนตกทุกวัน แถมตกครั้งละนานๆ ทำให้เกิดน้ำรอระบายสูง (น้ำท่วม) ไปทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากจำทำให้รถติดแบบดูหนังจบเป็นเรื่องๆ ได้แล้ว หลายคนอาจจะเจอปัญหารถน้ำเข้าหรือน้ำรั่วซึมเข้ามาทักทายที่พื้นรถด้วย หรือบางคนสาหัสกว่านั้นคือท่วมถึงห้องเครื่องเต็มๆ จนต้องเข็นเข้าข้างทาง ส่วนเทคนิคในการขับรถหน้าฝนตามระดับความแปรปรวนของฝนนั้นเพื่อนๆ ลองอ่านเพิ่มดูนะครับ หรือบางคนสาหัสกว่านั้นคือท่วมถึงห้องเครื่องเต็มๆ จนต้องเข็นเข้าข้างทางซึ่ง Frank เองก็เห็นในช่วงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแยกหลักของกรุงเทพมาดูกันครับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้ว รับมืออย่างไรดี?

 

when-your-car-flood-while-traffic-on-the-heavy-rain-how-to-solve-it

 

ทำไมน้ำเข้ารถได้?

 

มาเริ่มจากสาเหตุกันก่อนเลยครับ ว่าทำไมอยู่น้ำถึงซึมเข้ามาในรถของเราได้ล่ะ สาเหตุหลักๆ แล้วก็เกิดจาก

 

-จุกยางระบายน้ำที่อยู่ที่พื้นรถหลุดหายไป ซึ่งเจ้าจุกยางที่ว่านี้มีอยู่ในรถทุกยี่ห้อขึ้นอยู่ว่าเป็นยางหรือเป็นพลาสติดที่ซิลไว้ แล้วทำรูระบายน้ำที่ว่านี้มาทำไมล่ะ? ก็เพื่อเวลาที่เราจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำท่วมสูงๆ รถเราจะได้ไม่ลอยน้ำไงครับ เพราะรถเก๋งนั้นพื้นรถจะเตี้ยเมื่อมีน้ำท่วมเข้ามาจำเป็นต้องให้ล้อแตะพื้นถนนไว้เราจะได้ยังสามารถควบทิศทางของรถได้ โดยเจ้าจุกยางที่ว่านี้สามารถหลุดหายไปได้จากการขับขี่และเมื่อมันหายไป ก็เป็นทางให้น้ำไหลเข้ามาได้นั่นเองครับ

 

plastic-bung-in-the-car

นี่คือหน้าตาของเจ้าจุกยางที่ว่าครับ

 

plastic-bung-in-the-car

ที่วงกลมสีแดงนั่นล่ะครับคือตำแหน่งที่เป็นรูระบายน้ำออก

 

-ยางขอบประตูปิดไม่สนิท อาการคล้ายแบบแรกครับ คือเมื่อเราขับผ่านน้ำท่วมแล้วรถเราจะกลายสภาพเป็นตู้ปลาเล็กๆ มีน้ำซึมเข้ามาตรงที่วางเท้า ส่วนการตรวจสอบว่าเมื่อไหร่ยาขอบประตูเสื่อมนั้น นอกจากการสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของเนื้อยางด้วยตาเปล่าแล้ว เวลาขับรถเราจะมีเสียงลมจากภายนอกรถดังเข้ามาด้วย เมื่อเราปิดประตูรถให้ลองหากระดาษหรือซองจดหมายก็ได้มาสอดที่ขอบประตูดูว่าเลื่อนกระดาษไปมาได้ไหม? ถ้าเลื่อนไปมาได้อย่างอิสระเสรี ก็ไปเปลี่ยนขอบยางเถอะครับ   

 

rubber-rim-at-car-door

ลูกศรสีแดงคือยางขอบประตู

 

-พลาสติกซุ้มล้อแตกรั่ว เมื่อเราขับผ่านน้ำที่รอระบายสูงหรือน้ำท่วม น้ำก็จะหลั่งไหลมาหาที่วางเท้าในรถเราเช่นเดียวกันแต่จะไหลทะลักเลยครับไม่แค่ซึมๆ ส่วนการแก้ไขเรื่องนี้นอกจากการซ่อมแบบ DIY ลองหาตัวอย่างจากกระทู้นี้นะครับ หรือไม่งั้นต้องไปศูนย์บริการหรืออู่นะครับ งานช้างทีเดียวเพราะต้องหารอยแตกให้เจอ อุดรอยแตกที่ว่า แล้วค่อยกำจัดน้ำที่ขังอยู่ในรถกันอีกที

 

break-hold-on-wheel-arch

วงกลมสีแดง คือ รอยแตกที่ซุ้มล้อรถยนต์

 

-ท่อน้ำทิ้งแอร์รั่ว แบบสุดท้ายไม่ต้องไปลุยน้ำรอระบายสูงหรือน้ำท่วมมา ก็จะมีน้ำขังอยู่ในรถยนต์เนื่องจากม่อน้ำทิ้งแอร์หลุดอยู่แล้วครับ และถ้าเราสังเกตไม่เห็นโดยเฉพาะพรมปูพื้นแบบกระดมกลิ่นอับในรถจะเป็นตัวบอกเราได้เช่นเดียวกัน และมักจะมีน้ำซึมๆ ที่พื้นเบาะด้านหน้ามาแสดงตัวให้เราเห็นถ้าเป็นพรมแบบปกติเมื่อเราวางเท้าลงไปเย็นสบายเลย  

 

air-condition-drain-tube

ที่วงกลมสีแดง คือ ท่อน้ำทิ้งแอร์ในรถยนต์

 

อาการของน้ำเข้ารถ เราจะรู้สึกว่าพรมปูพื้นในรถมีน้ำแฉะๆ เวลาที่วางเท้า หรือบางคันอาจเริ่มมีกลิ่นเหม็นอับโชยมาเบาๆ แบบเห็นชัดเจนคือ น้ำขังอยู่ในรถให้เราเห็นกับตาว่าน้ำมาหาเราถึงในรถเรียบร้อย หรือในบางกรณีที่เกิดจากรอยแตกที่ซุ้มล้อเมื่อเราฉีดน้ำตอนล้างรถไปโดนรอยแตกที่ว่าน้ำก็จะมาเต็มๆ จากทางด้านข้าง (ให้เราเอาพรมปูพื้นออกจะสังเกตรอยเปียกได้ง่ายกว่า) หรือบางคันกว่าที่เราจะรู้ว่ารถน้ำเข้า เชื้อราก็มาเยือนเป็นหมู่คณะซะแล้ว ซึ่งงานนี้เป็นมหากาพย์เลยครับ

 

วิธีแก้ไขรถน้ำเข้า

 

แบบ DIY

 

รื้อพรมปูพื้นออกมาเลยครับ เอาไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนเลย แล้วเปิดประกตูรถทั้ง 4 บานออก ไขกระจกลงให้หมด เอารถไปจอดตากแดดจัดซัก 1-2 วันเพื่อไล่ความชื้นออกไป แต่ถ้าอากาศมืดครึ้มไม่มีแดดก็ต้องใช้ที่เป่าลมร้อนช่วยเป่าแล้วล่ะครับ อ่อ ระวังพรมไหม้ด้วยนะครับอย่าเป่านานเกินไป

 

แบบอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

 

ก็เอารถไปที่ร้านซักเบาะหรือตาม Car Care ได้ทุกที่แล้ว ถามแพ็กเกจการซักพรม ซักเบาะเลยครับ ช่วงราคาก็แตกต่างกันไป 2000-3000 กว่าๆ บาทตามแต่การเลือกของเราหรือตามอาการมาก-น้อย  แต่มันดีต่อสุขภาพในระยะยาวนะครับ ดีกว่ามาเสี่ยงป่วยในภายหลัง

 

Frank.co.th-Jaidee-AI-Chat-bot-for-Insurtech

 

น้ำเข้ารถและความคุ้มครองของประกันรถยนต์

 

ส่วนความคุ้มครองของประกันรถยนต์นั้น ในฐานะของผู้รู้ด้านประกันรถอย่าง Frank ขออธิบายว่า ถ้าเราขับรถไปยังที่ที่เรารู้ว่าน้ำท่วมอยู่แล้วนั้นจะถือว่าเป็นการใช้รถโดยประมาทนะครับ คือก็รู้อยู่แล้วว่าน้ำกำลังท่วมแล้วยังดันทุรังขับไปอีก ซึ่งประกันรถยนต์ไม่คุ้มครองนะครับ

 

ซึ่งมันต่างจากการขับรถไปตามทางดีๆ เกิดรถติด แล้วน้ำก็รอระบายจนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไหลทะลักเข้ามาในรถเราจนกลายเป็นตู้ปลาน้อยๆ ที่เคลื่อนที่ได้ไปในที่สุด แบบนี้ติดต่อบริษัทประกันโดยด่วนครับทั้งประกันชั้น 1 และประกันชั้น 2+ ซึ่งความเสียหายที่เรามักจะเจอกัน คือ

 

-ความเสียหายภายในรถ ก็คือการซักพรม ซักเบาะในรถเรานั่นเอง ให้ถ่ายรูปความเสียหายก่อนไป Car Care แล้วเก็บใบเสร็จมาให้ครบถ้วนเพื่อเบิกจากบริษัทประกัน

 

-ความเสียหายของระบบไฟฟ้าในรถ ซึ่งรถยนต์รุ่นใหม่ระบบควบคุมในรถจะเป็นไฟฟ้าซะมาก เราจะเห็นสัญญาณไฟเตือนขึ้นที่แผงควบคุมเลย (มักจะเป็นรูปแบตเตอรี่นะครับ) อ่านเพิ่มเรื่องแผงควบคุมหน้ารถได้นะครับ ซึ่งระบบไฟที่ว่านี้จะควบคุมโดยกล่องควบคุมระบบไฟฟ้า เราก็แจ้งเคลมกับบริษัทประกันได้เลยครับ

 

อีกเรื่องที่อยากจะฝากไว้สำหรับการขับรถหน้าฝน ขับขี่ให้ปลอดภัยได้ด้วยการลดความเร็วลงจากอัตราปกติครับ เพราะถ้าเราขับมาเร็วแล้วรถลื่นๆ ระยะเบรกก็ต้องมีมากขึ้นเพื่อให้เบรกอยู่ หรือในถนนบางเส้นมีแอ่งน้ำขัง ถ้าเราขับมาเร็วแล้วแตะเบรกกระทันหันเกิดรถเหินน้ำได้นะครับ ลอยข้ามเลนส์แบบควบคุมไม่ได้เลย ซึ่งมันน่ากลัวมากๆ เลยล่ะครับ

 

ขับขี่แบบมีสติ ความเร็วเหมาะสมที่เราควบคุมได้ดีที่สุด อ่อ หาเพลงมันส์ๆ ฟังไประหว่างทางก็สนุกดีนะครับ Frank ขาตึ้ดฮะ   

 

Credit: http://www.prachachat.net/, http://www.thairat.co.th, http://www.citycng.com, https://pantip.com, https://pantip.com, http://www.wish-club.net

 

Content Writer ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญการทำเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องประกัน การเงิน การลงทุน ชอบของล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องเที่ยวไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร และยินดีเป็นที่สุดที่ได้แบ่งปันเรื่องที่มีประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพราะการแบ่งปันทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ