ขับรถเที่ยวขึ้น-ลงเขาใช้เกียร์อะไรดีระหว่าง S, L, D หรือ D3?

how-to-use-auto-gear-driving-uphill

 

อ่านเร็วๆ

  • ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ขึ้นเขาใช้เกียร์ D เพื่อทดเกียร์ให้อัตโนมัติและสังเกตรอบของเครื่องยนต์ (อยู่ถัดจากหน้าปัดแสดงความเร็ว) ถ้าความเร็วรอบของเครื่องยนต์เกิน 4500 รอบต่อนาที รถยนต์จะเริ่มเร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้น
  • ถ้าเริ่งเครื่องไม่ขึ้นแล้ว ให้ปรับมาใช้เกียร์ D3 หรือ S และกลับมาใช้งานเกียร์ D ที่ทางราบเหมือนเดิม
  • ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ลงเขาที่สำคัญคือการใช้เบรก ไม่ควรเหยีบเบรกแช่นานๆ เบรกจะไหม้ได้ ให้เหยียบเป็นระยะและเหยียบให้ลึก
  • ขับรถลงเขาใช้เกียร์ D ไว้ก่อนได้ ส่วน D2 หรือ L เมื่อลงเขาที่มีความลาดชันและระยะทางไกลมาก
  • ถ้าขับรถลงเขาแล้วได้กลิ่นผ้าเบรกไหม้ ให้แวะจอดในที่ที่ปลอดภัยรอให้เครื่องเย็นก่อน ค่อยขับต่อไป
  • ห้ามใช้เกียร์ N ลงเขาโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่สามารถควบคุมความเร็วของเบรกหรือทิศทางของรถได้เลย ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก

 

เรื่องของการขับรถเที่ยวนั้น เป็นอีกกิจกรรมที่ frank อยากแนะนำเลยครับโดยเฉพาะช่วงใกล้ปลายปี หลายคนคงยื่นลาพักร้อนกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ frank เองก็มีที่หมายไว้แล้วเช่นเดียวกันครับ แต่อย่างว่านะฮะข่าวเกี่ยวกับรถตกเขานั้นเป็นอุบัติเหตุนั้นเราได้ยินกันบ่อยทีเดียว frank เป็นห่วงเพื่อนๆ นะครับเลยอยากมาเล่าประสบการณ์ของตัวเเองให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ ว่าตอนที่เราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเนี่ย ทำไงให้เราเอาตัวรอดมาได้

 

how-to-use-auto-gear-driving-uphill

 

เมื่อตอนหนุ่มๆ เราก็อยากขับรถเที่ยวเพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจตามป่าตามดอยชิลๆ บ้าง แต่ด้วยความที่ไม่รู้ทางก็เปิด google map เอาอ่ะนะครับ ปรากฎว่า google เลือกเส้นทางที่เร็วที่สุดให้ แต่…มันคือทางหลวงชนบทที่มีแต่ป่ารกๆ ไปตลอดทางและมันเป็นทางขึ้น-ลงเขาที่ชันมากที่สุดที่เคยขับเลยครับ รถชาวบ้านก็ไม่มีมาให้อุ่นใจเลยมี frank หลงไปคันเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายมากครับ

 

งานนี้ก็ตั้งสติให้มั่นจัดเกียร์ D ขึ้นเขาที่ชันเกือบ 45 องศาไปแบบเอื่อยๆ แบบที่ว่าถ้าลงไปเดินข้างๆ ยังเร็วกว่าขับรถซะอีกอ่ะนะครับ ขาขึ้นยังนึกขำๆ ว่า เออดีนะ ที่เรารู้เทคนิคการใช้เกียร์ออโต้ขึ้นเขามาบ้างแล้วงานนี้ล่ะได้เอามาใช้จริงละ ระหว่างขึ้นไปก็มองวิวมองป่าไปเพลินดีฮะ วิวภูเขาระหว่างทางสวยมาก ธรรมชาติสุดๆ เหมาะกับอารมณ์ติสแตกของเราเป็นอย่างยิ่งทีเดียว  

 

แต่ไฮไลท์นั้นอยู่ตอนขาลงครับ มันสุดยอดมากเหมือนขับรถเล่นเกมส์เลยฮะ แต่..มันคือชีวิตจริงครับ! หักโค้งแบบหักศอกเพียบตลอดทางลงทางชันกว่า 45 องศาเกือบ 3 ชั่วโมง (อ่อ ทางหลางชนบทเป็นถนน 2 เลนส์แคบๆ ขับสวนกันอ่ะนะครับ) งานนี้ไม่มีเวลามาคิดเปลี่ยนเกียร์กันล่ะครับ จัด D ยาวตลอดทางลง แค่จับพวงมาลัยเพื่อหักโค้งให้ทันก็จะแย่แล้วครับหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ในตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่าดีนะที่เราต่อประกันรถยนต์ไว้ก่อนเดินทางเป็นไรขึ้นมาก็ยังมีตัวช่วยล่ะ แต่จะระวังเรื่องการใช้เบรกอย่างสุดชีวิต (นั่นคือสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาชีวิตเราเลยครับ)

 

หลังจากรอดพ้นมาได้ จอดรถเลยครับขาแข้งสั่นไปหมด รีบโทรหาที่บ้านก่อนเลยว่าเราคิดถึงพวกเค้ามากนะ เราจะซื้อของไปฝากเยอะๆ เลย ที่บ้านก็งงซิครับว่าเราเป็นอะไรหรือเปล่า? ไม่กล้าบอกเลยครับว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ frank เลยอยากสรุปให้เพื่อนๆ เตรียมตัวก่อนขับรถเที่ยวนะครับ

 

ขับรถเที่ยวจะสนุกหรือไม่ นอกจากเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกันแล้ว ความพร้อมของรถยนต์ การป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วยการต่อประกันรถยนต์ให้พร้อมก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญไม่แพ้กัน

how-to-use-auto-gear-driving-downhill

 

สิ่งที่สำคัญของการขับรถเที่ยวขึ้น-ลงเขา   

 

นอกจากความชำนาญของเส้นทางที่เราจะขับแล้ว frank อยากแนะนำเรื่องของการใช้ความเร็วของรถยนต์ การใช้เบรก และการกะระยะห่างจากรถคันหน้าด้วยครับ

 

การใช้ความเร็ว

ควรขับให้ช้ากว่าปกติ เพราะยิ่งช้าเรายิ่งควบคุมรถได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะทางโค้งลงเขาและถ้าเราไม่ชำนาญเส้นทางด้วยแล้วขับให้ช้าลงและชิดซ้ายไว้เลยครับ เผื่อรถคันอื่นที่รีบเดินทางจะได้แซงเราไปได้

 

การใช้เเบรก

ตอนขึ้นเขานั้นเราไปเน้นที่การเร่งเครื่องยนต์ให้รถมีกำลังมากพอและรอบของเครื่องยนต์เป็นหลัก ส่วนตอนลงเขา “เบรก” สำคัญที่สุดเลยครับ การใช้เบรกที่ถูกต้องนั้นห้ามเหยียบเบรกค้างนานๆ ให้เราเหยียบเบรกให้ลึกแล้วปล่อยเป็นจังหวะไปตลอดทางเพื่อหลีกเลี่ยงการไหม้ของผ้าเบรกนะครับ

 

แต่ถ้าเริ่มได้กลิ่นไหม้แล้วล่ะก็ หาที่จอดรถที่ปลอดภัยและจอดพักรถให้น้ำมันเบรกเย็นลงก่อนค่อยขับรถเที่ยวกันต่อไปครับ

 

การกะระยะห่างจากรถคันหน้า

อย่าไปขับจี้รถคันหน้ามากนัก เว้นระยะให้ห่างจากปกติไปเลยครับ เพราะนอกจากทำให้เรามองเห็นทางในระยะไกลแล้ว ยังเผื่อระยะให้เบรกทำงานได้มากขึ้นตอนที่ลงเขาที่ลาดชันเพื่อป้องกันอุบัติเหตุด้วยนะครับ

 

การใช้เกียร์ออโต้ระหว่างขับรถขึ้น-ลงเขา

 

ขับรถขึ้นเขา

เรามาเริ่มการขับรถเที่ยวขึ้นเขาโดยการใช้เกียร์ D ตามปกติไปก่อนเลยครับ แล้วให้เราสังเกตรอบของเครื่องยนต์ซะหน่อยไม่ให้เกิน 4500 รอบต่อนาทีเพื่อป้องกันเครื่องยนต์พังอ่ะนะครับ

 

ถ้าเกียร์ D แล้วเครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้นหรือรอบของเครื่องยนต์แตะ 4500 แล้วให้เราปรับมาใช้เกียร์ D3 หรือ S เพื่อให้เครื่องยนต์เร่งขึ้นก่อนแล้วค่อยปรับมาใช้ D เมื่อถึงทางลาดนะครับ

 

ขับรถลงเขา

ขาลงนั้นก็ไม่ยากครับ เริ่มต้นด้วยด้วยเกียร์ D เหมือนกันเลยฮะ (ไม่ว่าจะเจออะไร จัด D ไว้ก่อน) ถ้าไปเจอทางลงเขาที่ชันมากๆ เราปรับเป็น L หรือ D2 เพื่อให้เวลาขับรถลงเขามันจะหน่วงให้เราลงได้ช้าลงเพิ่มความปลอดภัยให้เรามากขึ้น

 

ที่สำคัญในการขับรถลงเขาคือ “เบรก” ฮะ อย่าไปกดแช่ ลากยาวๆ เบรกจะไหม้เอาได้ ให้เราเหยียบให้ลึกในแต่ละครั้งเพื่อให้เบรกอยู่และค่อยๆ เหยียบไปตามระยะจะดีกว่าครับ

 

การขับรถเที่ยวจะสนุกหรือไม่ นอกจากเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกันแล้ว ความพร้อมของรถยนต์ การป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วยการต่อประกันรถยนต์ให้พร้อมก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญไม่แพ้กันนะฮะ เพราะตลอดการเดินทางเราต้องใช้ถนนร่วมกับคนอื่นๆ และไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกฮะว่าอุบัติเหตุมันจะเกิดขึ้นตอนไหน ขับขี่ปลอดภัยไว้ก่อนนะคร้าบ…บ

 

เพื่อนๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันมา อวดรูปไปเที่ยวให้ frank ดูด้วยคนนะครับ อยากมีส่วนร่วมไปด้วยอ่ะฮะ

 

frank Box

  • อุบัติเหตุบนท้องถนน 80% เกิดจากพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ไม่ถูกต้อง
  • 11.9% คือ จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดจากการแซงซ้าย ซึงพรบ.จราจรฯ ปี 2522 หมวด 2 มาตรา 45 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหน้ารถคันอื่นด้านซ้าย
  • ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ บอกว่าสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุจักรยานยนต์เป็นอันดับแรก ขับรถเร็วเกินกำหนดรองลงมา และขับตัดหน้ากระชั้นชิดคืออันดับที่ 3

 

credit: http://car.boxzaracing.comhttp://www.autodeft.com, http://pantip.com

Content Writer ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญการทำเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องประกัน การเงิน การลงทุน ชอบของล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องเที่ยวไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร และยินดีเป็นที่สุดที่ได้แบ่งปันเรื่องที่มีประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพราะการแบ่งปันทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ