นิสัยการออมเงินของคนญี่ปุ่นและเยอรมัน

saving-style-for-Germany-and -Japanses

 

เรื่องการออมเงินนั้นเราต้องยอมรับความจริงเลยครับ ว่าประเทศเรายังขาดการให้ความรู้และส่งเสริมแบบต่อเนื่องให้กับเด็กๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตของบ้านเรา และด้วยการเลี้ยงดูของหลายบ้านที่พ่อแม่ยังให้ค่าขนมลูกๆ จนกว่าพวกเขาเข้าสู่วัยทำงาน ทำให้เด็กๆ เราขาดความกระตือรือร้นในการหารายได้และขาดความรู้เรื่องการเก็บออม frank อยากเล่าเรื่องนิสัยการใช้เงินและการเก็บออมที่น่าสนใจให้ฟังครับ น่าจะทำให้เราได้คิดมากขึ้นและสอนลูกหลานเราได้เช่นกัน

 

การออมเงินของชาวเยอรมัน

ทำไม frank ถึงอยากจะเล่าถึงนิสัยการออมเงินของชนชาตินี้ก็เพราะว่า พวกเขาเป็นประเทศผู้แพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สามารถพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งในด้านของอุตสาหกรรมและในด้านการศึกษาอย่างที่เราเห็นว่าเป็นประเทศผู้นำในกลุ่ม EU อยู่ในขณะนี้ การออมเงินของชนชาตินี้น่าสนใจมากครับ เริ่มตั้งแต่การทำประกันชีวิตและสุขภาพกันตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ เพื่อให้เกิดวินัยในการออมเงินแบบบังคับตัวเองให้ได้ ส่วนการใช้จ่ายของพวกเขาก็จะเลือกเก็บเป็นเงินออมมากถึง 70% ของรายได้เลยครับ คุณอ่านไม่ผิดครับ 70% เพราะพวกเขาจะเลือกใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าแล้วมันจะพอใช้เหรอกับอีก 30% ที่ว่าน่ะ เท่าที่ผมเห็นนะครับเกือบทุกคนจะหารายได้เสริมเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตแทนเพราะมองว่าการออมเงินสำหรับการใช้จ่ายแบบฉุกเฉินนั้นสำคัญกว่า หรือการเก็บออมและการลงทุนเพื่อใช้จ่ายยามเกษียณนั้นสำคัญกว่านั่นเอง

 

การออมเงินของชาวญี่ปุ่น

อีกหนึ่งประเทศที่ frank มองว่าน่าสนใจเช่นกันคือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองเช่นกันครับ ประเทศนี้มีความน่าสนใจทั้งเรื่องของแนวคิดในการทำงาน การวางแผนระยะยาว และการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณเช่นกัน ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติรุนแรงหลายครั้ง ทำให้พวกเขาชินกับความไม่ประมาทและการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้จ่ายยามฉุกเฉินตลอดเวลาทำให้คนญี่ปุ่นในวัยทำงานชินกับการทำงานหนักและเน้นการประหยัดอดออมมาก ญี่ปุ่นเองมีโครงสร้างสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่สุดในโลกการวางแผนเรื่องของเงินบำนาญและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ จึงทำได้ค่อนข้างดี บางครั้งเราจึงสังเกตได้ว่าปัจจุบันหลายธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นได้ปรับกลยุทธ์เพื่อต้อนรับลูกค้าวัยสูงอายุกันเยอะมากขึ้นซึ่งก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะจ่ายค่าบริการที่แพงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้รับการบริการที่เหมาะกับตัวเองด้วยเช่นกัน

 

จากที่ frank ยกตัวอย่างมานั้น อยากให้เรามองย้อนดูนิสัยการออมเงินของเราเองเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และอย่าลืมว่ามีอายุการทำงานเหลืออีกกี่ปี ตอนนี้เรามีเงินออมไว้สำหรับการดูแลสุขภาพตัวเองมากน้อยแค่ไหน และตอนนี้เราพร้อมไหมถ้าต้องออกจากการทำงานประจำ และ frank เองก็เชื่อมั่นว่า เราเริ่มต้นได้เสมอนะครับสู้ยอมลำบากในวันนี้ครับเพื่อความสบายใจในอนาคตกันเถอะครับ อ่านเรื่องเคล็ดลับเงินๆ ทองๆ ของ frank เพิ่มเติมได้เลยนะครับ

Content Writer ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญการทำเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องประกัน การเงิน การลงทุน ชอบของล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องเที่ยวไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร และยินดีเป็นที่สุดที่ได้แบ่งปันเรื่องที่มีประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพราะการแบ่งปันทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ