แอลกอออล์ในเลือด 50 mg% กฎหมายใหม่มีผลแล้ว

The-new-traffic-law-of-50-mg%-alcohol-in-blood

 

อ่านเร็วๆ

  • 1 มิ.ย. 2560 มีผลบังคับใช้ พรบ.จราจรทางบกฉบับใหม่และประกาศจาก คปภ. เรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดปรับเป็น 50 mg% เป็นต้นไปแทนฉบับเดิม
  • รายละเอียดของกฎหมายคือ ห้ามผู้ขับขี่รถทุกประเภทยกเว้น รถรางกับรถไฟ เมาสุราในขณะขับรถ และความหมายของเมาสุราคือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณตำรวจสงสัยว่าเมาสุราสามารถสั่งให้หยุดรถและสั่งให้เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์เพื่อตรวจได้
  • ปรับบทลงโทษของเมาแล้วขับให้หนักขึ้นเป็น จำคุก 1 ปี, ปรับ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ และยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
  • เปรีบเทียบปริมาณเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วไม่ให้มีแอลกอฮอล์เกิน 50 mg% โดยทันที คือ เบียร์ 330 ml 1 กระป๋อง = ไวน์ 1 แก้ว 100 ml = เหล้า 3 ฝา 30 ml
  • ความคุ้มครองของประกันรถยนต์ให้ความคุ้มครองตามกฎหมายกำหนด คือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ 50 mg% ส่วนความคุ้มครองผู้ประสบเหตุคงไว้ตามเดิม

 

เริ่มฤดูกาลใหม่พร้อมกับกฎหมายจราจรใหม่เพื่อช่วยกันลดการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ ที่เป็นสาเหตุอันดับที่ 1 ของการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ในบ้านเรา และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 นี้แล้วนะครับโดยเฉพาะเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ปรับลงเหลือ 50 mg% แล้ว Frank จึงอยากให้เพื่อนๆ รู้ก่อนว่ากฎหมายใหม่ที่ว่านี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง? และถ้าเรามีความจำเป็นต้องดื่มก่อนขับรถจริง ปริมาณการดื่มเท่าไหร่ที่เป็นปริมาณที่เหมาะสม หรือการดื่มมาตราฐานนั้นอยู่ที่ปริมาณเท่าไหร่? ใช้เวลาขับออกนานเท่าไหร่กัน?

 

The-new-traffic-law-of-50-mg%-alcohol-in-blood

 

พรบ.จราจรทางบกฉบับใหม่และโทษปรับ

 

มีการปรับลดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลงเหลือ 50 mg% ซึ่งก็คือ “ความเมา” ตามคำจำกัดความของกฎหมายที่ว่าและมีความผิดตามกฎหมายจราจรใหม่ คือ

 

1.มีโทษจำคุก 1 ปี

2.ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท

3.หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ไปเลย

5.และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน

 

แต่ถ้าขับรถด้วยความเมาทำให้เกิดเหตุจนทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายทางร่างกายและจิตใจ

 

1.มีโทษจำคุก 1-5 ปี

2.ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท

3.หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอนใบขับขี่ไปเลย

 

และถ้าขับรถด้วยความเมาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายอย่างสาหัส

 

1.มีโทษจำคุก 2-6 ปี

2.ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท

3.หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.และศาลสามารถสั่งพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือเพิกถอนใบขับขี่ไปเลย

 

และถ้าป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วยอาการมึนเมาในขณะขับขี่แล้วล่ะก็

 

1.มีโทษจำคุก 3-10 ปี

2.ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท

3.หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบขับขี่เลย

 

แต่มีข้อยกเว้นสำหรับต่อไปนี้ ในกรณีที่ตรวจแอลกอฮอล์พบเกิน 20 mg% ก็ถือว่าเป็นผิดเมาขณะขับรถด้วยเช่นกันครับ

 

-ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต่ํากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

-ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

-ผู้ขับขี่ซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่สําหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้

-ผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่  หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

 

ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เราดื่มได้ถ้าขับรถ

 

ก่อนอื่นต้องรู้จักคำว่า “1 ดื่มมาตราฐาน” กันก่อนว่ามันคืออะไร? เจ้าหน่วยที่ว่านี้หมายถึงปริมาณวัดหน่วยการดื่มที่เราใช้ในการเปรียบเทียบในเครื่องดื่มแต่ละชนิดที่มีความแรงของแอลกอฮอล์ที่ต่างกันและในปริมาณที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันเราดื่มมากเกินไปจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์มีมากเกินไปจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อร่ายกายและการตัดสินใจในขณะขับขี่รถ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเกิดขึ้นนั่นเองครับ

 

1 ดื่มมาตราฐาน เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้กันมานานอย่างแพร่หลายครับ เทียบเท่ากับเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 10 กรัมหรือประมาณ 12.5 มิลลิลิตร และร่างกายสามารถขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ใน 1 ชั่วโมง (สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง) และปริมาณที่เราดื่มได้ตามเกณฑ์ คือ

 

วิสกี้ 1 แก้ว ขนาด 30 ml. (3 ฝา) ดีกรีแอลกอฮอล์ 40%  = ไวน์ 1 แก้ว ขนาด 100 ml. ดีกรีแอลกอฮอล์ 12% = เบียร์ 1 แก้ว 330 ml. ดีกรีแอลกอฮอล์ 5%

 

อีกเรื่องที่ Frank อยากให้เพื่อนๆ ระวังไว้หน่อย คือ สารพัดบทความที่แชร์เรื่องเครื่องดื่มที่ช่วยให้สร่างเมานั้นไม่เป็นความจริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เลยครับ การสร่างเมานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกมาจากร่างการด้วยตับของเราตามเวลาที่ทิ้งช่วงไว้เท่านั้น

 

ส่วนการดื่มนมเปรี้ยวไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับการที่ร่างกายขับแอลกอฮอล์ การดื่มกาแฟหรือแม้แต่การอาบน้ำเย็นจัดนั้นช่วยแค่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวแต่แอลกอฮอล์ยังอยู่ปริมาณเท่าเดิมนะฮะ เจอด่านเป่าก็เรียบร้อยเหมือนเดิม

 

แต่เราป้องกันไม่ให้เมาเร็วหรือร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์อย่างรวดเร็วได้ครับ โดยการ

 

-กินอาหารมื้อใหญ่ก่อนดื่ม โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง

-เลือกดื่มเครื่องดื่มชนิดเดียว หลายขนานเกินไป เมาเละแน่ครับ

-ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นหลังดื่มเสร็จ เพราะร่างกายเราจะขาดน้ำอย่างรุนแรง อาจเกิดอาการผิวแห้งตามมาโดยเฉพาะถ้าเราดื่มกาแฟไปด้วย ดื่มน้ำเพิ่ม 3 เท่าเลยฮะ (ป้องกันผิวเหี่ยวก่อนวัยด้วยนะครับ งานนี้ดื่มคอลลาเจนก็ไม่ช่วยฮะ)

 

ความคุ้มครองของประกันรถยนต์

 

เป็นไปตามกฎหมายจราจรใหม่ที่ประกาศเลยครับ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 นี้เลยโดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ ถ้าตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดมากกว่า 50 mg% จะไม่ได้รับความคุ้มครองนะครับถ้าคุณจะดื่มก็อย่าขับรถเองเลยฮะ นอกจากจะได้รับบทลงโทษตามกฎหมายแล้วโดนยึดรถไปอีก 7 วัน นั่งแท๊กซี่กลับหรือให้เพื่อนที่ไม่เมาขับมาส่งดีกว่าครับ

 

ส่วนคนที่ประสบเหตุซึ่งก็คือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ครับยังคงได้รับความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจตามความคุ้มครองปกติ

 

ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันรถยนต์แล้วล่ะก็ คิดถึง Frank ได้เลยนะครับ แหะๆๆๆๆ

 

Frank ร่วมรณรงค์ เมาไม่ขับ กลับแท็กซี่ ดีกว่าเยอะครับ

 

Credit: http://www.oic.or.th,  http://sciblogs.co.nz, http://witsava.com, http://www.1000tipsit.com, http://www.whiskygroup.net

 

Content Writer ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญการทำเรื่องที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะเรื่องประกัน การเงิน การลงทุน ชอบของล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องเที่ยวไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร และยินดีเป็นที่สุดที่ได้แบ่งปันเรื่องที่มีประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพราะการแบ่งปันทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ